Jump to content

Search the Community

Showing results for tags 'กทม.'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • ศาลากลาง
    • ประกาศจากทางสาลิกา
    • แจ้งปัญหาการใช้งาน
  • ห้องโถง
    • ชุมชนคนสนใจเรื่องขริบ
    • ถามตอบปัญหาสุขภาพ
    • ขนาดเรื่องสำคัญคู่ผู้ชาย
    • Archive

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


Found 3 results

  1. ก่อนอื่นผมขอบอกว่าไม่เคยคิดจะขริบ เป็นคนที่หนังหุ้มปลายเปิดได้ และเปิดค้างไว้มาเกือบ 15 ปี (ตอนนี้อายุ 40 กว่าแล้วครับ) เลยทำให้หัวแห้งไม่มีปัญหาอะไร แต่จู่ๆ เมื่อช่วงต้นเดือนผมไปญี่ปุ่นอากาศหนาวมากและไปแช่ออนเซ็น หลังจากนั้นเหมือนหนังหุ้มเริ่มแสบๆ พอกลับมาเมืองไทยเลยตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลพระราม 9 โดยหมอก็ให้ยามากินและทา ซึ่งหมอก็บอกว่าด้วยความที่ผมน้ำตาลเริ่มสูงเกรงว่าในอนาคตจะเป็นเบาหวานถ้าเป็นแผลตรงหนังหุ้มอาจจะไม่ดี หมอเลยบอกว่าวิธีการป้องกันถาวรคือการขริบ ซึ่งผมก็กลับไปนอนคิดอยู่หลายวัน แม้ว่าทายาที่หมอให้สามวันก็หาย แต่คิดไปคิดมาเลยกลับไปคุยกับหมออีกรอบ บอกว่าขริบก็ขริบเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต เนื่องจากการไปพบแพทย์ของผมใช้ประกันสุขภาพบริษัทรวมถึงประกันสุขภาพส่วนตัว แต่คุณหมอยังไม่คอนเฟิร์มว่าประกันจะจ่ายหรือไม่ เพียงแต่ให้พยาบาลแจ้งราคามาว่าประมาณ 14,000 - 15,000 บาท ซึ่งผมบอกว่าจ่ายเองได้ไม่มีปัญหา (เพราะเห็นโรงพยาบาลมี Promotion ผ่อน 0% กับบัตรเครดิต) ผมเลยถามว่าเจ็บแค่ไหนอย่างไร หมอบอกว่าเจ็บแค่ครั้งเดียวตอนฉีดยาชา จากนั้นก็จะแค่แสบๆ เหมือนแผลถลอก ซึ่งผมก็หวั่นๆ เพราะอ่านประสบการณ์ของแต่ละท่านที่นี่แล้ว ก็ดูน่ากลัวไม่ใช่น้อย แต่ก็เอาไงเอากัน นัดวันรุ่งขึ้น 9.00 น. เพราะการขริบในโรงพยาบาลต้องใช้ห้องผ่าตัด จึงต้องมีการเตรียมห้องและอุปกรณ์ วันรุ่งขึ้นผมมาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลานัดประมาณครึ่งชั่วโมง เซ็นต์เอกสารยินยอม และมีการแจ้งจากทางโรงพยาบาลว่าประกันกลุ่มของออฟฟิศจ่ายให้ทั้งหมดเลยสบายไป จากนั้นก็พาขึ้นไปห้องผ่าตัด ถอดเสื้อผ้าออกหมดเปลี่ยนเป็นชุดเสื้อคลุม นั่งรอเจ้าหน้าที่ทำเอกสารแป๊บนึงก็พาเข้าไปในห้องผ่าตัด ซึ่งบอกตรงๆ ว่าเป็นครั้งแรกที่เข้ามาในห้องผ่าตัดในฐานะคนไข้ พยาบาลเชิญนอนบนเตียง มีสายวัดความดัน วัดออกซิเจนในเลือด มีสายล็อกตัวและขาไว้กันตกเตียง จากนั้นก็เอาผ้าเขียวๆ มาคลุมตัวผม นำเหล็กฉากมาพาดบนเตียงแล้วเอาผ้ามาวางเพื่อกั้นกลางหน้าอกผมซึ่งจะทำให้ไม่เห็นว่าข้างล่างทำอะไร จากนั้นพยาบาลก็ขอทำความสะอาดอวัยวะ ไม่ได้มีการโกนขนแต่อย่างใด เวลา 9 นาฬิกาตรง คุณหมอก็เข้ามา คุยกันนิดหน่อย หมอก็บอกว่าเอาละนะ จะเจ็บนิดหน่อยแค่ตอนฉีดยาชารอบโคน เท่าที่จำได้ก็หลายเข็ม แต่ซักพักตรงนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมอใช้กรรไกรหรืออะไรผ่า แต่เสียงที่ได้ยินเหมือนเป็นไฟฟ้าดัง ฟู่ๆ แล้วก็ได้กลิ่นหนังไหม้ หมอทำไปซักพักเสียงฟู่ๆ ก็หายไปก็คิดว่าน่าจะตัดเสร็จแล้ว จากนั้นก็ถึงขั้นตอนเย็บ ซึ่งปรากฎว่าสองเข็มสุดท้ายยาชาใกล้หมด ก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บจี๊ดๆ ทีเดียว แล้วหมอกับพยาบาลก็ช่วยกันพันแผล ห้ามเลือด บอกว่าอย่าแกะผ้าพันแผลนะ พรุ่งนี้ค่อยมาทำแผล แล้วอีกวันค่อยมาหาหมอ 9 โมงครึ่งการผ่าตัดเป็นอันเสร็จ ผมแค่ปวดหน่วงๆ นิดๆ ตรงที่ผ่าตัดแต่ก็เดินได้ตามปกติ กลับมาเปลี่ยนชุดใส่เสื้อผ้าชุดที่ใส่มา พยาบาลยื่นเอกสารให้ลงไปเซ็นต์เอกสารประกันและรับยา ก็เดินได้ไม่มีอาการปวดใดๆ แต่ระหว่างนั่งรอเรียกก็รู้สึกปวดตุบๆ นิดๆ เหมือนยาชาเริ่มหมดฤทธิ์ ก็ชักกังวลเหมือนกันว่าจะปวดแค่ไหนเพราะบ่ายนั้นมีงานอีกมากมายที่ต้องทำแต่หมอบอกไว้ว่าใช้ชีวิตได้ตามปกติเพียงแค่ไม่โดนน้ำ 7 วัน ซึ่งพอรับยาเสร็จก็มีทั้งยากินฆ่าเชื้อที่ต้องกินให้หมด ยาทาแผล และยาแก้ปวด รวมทั้งใบเสร็จราคา 14,136 บาทที่ไม่ต้องจ่ายอะไรซักบาท เมื่อได้รับยาเลยตัดสินใจกินยาแก้ปวดไปทันที 2 เม็ด จากนั้นก็ขับรถไปทำงานทันที พอถึงออฟฟิศก็ปวดฉี่ เลยต้องนั่งฉี่แล้วเห็นสภาพที่พันแผลมาแล้วก็ไม่กล้าคิดว่าข้างในจะเป็นยังไง ตลอดทั้งบ่ายถึง 4 ทุ่มกว่า ผมทำงานตลอด ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไร ปวดตึงๆ แต่ก็น้อยมาก ยังหัวเราะ เดินไปเดินมาได้ตามปกติ มีปัญหาอย่างเดียวคือตอนฉี่ ที่ต้องไปนั่งฉี่แล้วตัดขวดยาคูลท์มารองไว้ตรงหัวกันผ้าก๊อซเปียก ซึ่งครั้งแรกๆ คุมไม่ได้จริงๆ ผ้าก๊อซเปียกไปหมดก็กังวล โทร.กลับไปโรงพยาบาล ก็บอกว่าไม่เป็นไรพรุ่งนี้แค่มาทำแผล สรุปว่าวันนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติ กินยาฆ่าเชื้อตามที่หมอสั่ง นอนก็หลับดี แล้วก็ลุ้นว่าวันรุ่งขึ้นตอนไปทำแผลจะเป็นยังไง ซึ่งอีกวันก็ไปถึงโรงพยาบาลช่วงสายๆ มีบุรุษพยาบาล 2 คนมาช่วยทำแผล เจ็บบบบ ที่เจ็บนี่คือการลอกเทปกาวที่ติดกับขนและอัณฑะออก แต่แผลไม่เจ็บอะไร บุรุษพยาบาลก็ล้างแผลและพันแผลให้น้อยกว่าเดิม เปิดให้หัวโผล่ออกมาเพื่อฉี่ได้ง่ายขึ้น วันที่สองผมสบายตัวขึ้น ฉี่เปียกผ้าก๊อซน้อยลง ยังนั่งฉี่อยู่เพราะกลัวจะเลอะเทอะ แต่การใช้ชีวิตไม่รู้สึกเลยว่าไปขริบมา ไม่มีอาการเจ็บ ปวด อย่างใดแม้แต่น้อย พอครบ 2 วันจึงไปหาหมอตามนัด หมอบอกว่าแผลดีมาก ไม่บวม ไม่มีอะไร ล้างแผล ใส่เบตาดีน ทาขี้ผึ้งแล้วก็ไม่ต้องปิดแผลละ จะได้แห้งเร็วๆ ครับ 2 วันเท่านั้นที่ผมไม่ต้องพันแผลอีกต่อไป และผมก็กลับมายืนฉี่ได้ตามปกติ หมอบอกว่าแผลดูดี อีก 2 อาทิตย์ค่อยมาเจอกัน สรุปแล้วว่าแผลผมหายเร็ว ไม่เจ็บ ที่จะเยินนิดหน่อยคือตรงสองสลึงแต่ก็ไม่ได้เจ็บอะไร ถ้ารู้ว่าขริบไม่เจ็บแบบนี้ ทำมานานแล้วครับ !! ไว้จะค่อยๆ มา update เป็นระยะๆ นะครับ มีอะไรถามได้เลยครับ
  2. อยากรู้ว่าขริบแล้วควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไหนที่มีผลกระทยต่อแผลหลังขริบ กินไข่กับอาหารทะเลได้รึป่าว
×
×
  • Create New...

Important Information

ในการใช้งานเว็บไซต์คุณต้องยอมรับข้อตกลง Terms of Use.Privacy Policy