Jump to content

Search the Community

Showing results for tags 'พระราม 9'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • ศาลากลาง
    • ประกาศจากทางสาลิกา
    • แจ้งปัญหาการใช้งาน
  • ห้องโถง
    • ชุมชนคนสนใจเรื่องขริบ
    • ถามตอบปัญหาสุขภาพ
    • ขนาดเรื่องสำคัญคู่ผู้ชาย
    • Archive

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


Found 4 results

  1. หลังจากที่ศึกษาดูงานหัตถศิลป์ของสถานที่ขริบต่างๆ ในกรุงเทพฯ จากเพื่อนๆ ในที่สุดผมก็เลือกที่จะไปกับ อาจารย์หมอประภากร ก๋งอุบล ประจำโรงพยาบาลพระราม 9. คุณหมออธิบายขั้นตอนในการผ่าตัดให้ฟัง และบอกว่าจะเป็นการขริบแบบชิดปลาย (ซิกเนเจอร์ของคุณหมอ) และให้นัดวันมาเมื่อพร้อม
  2. ผมเป็นคนหนังหุ้มปลายยาวและค่อนข้างรัด แต่ใช้งานได้ปกติ จนปลายเดือนพ.ย. 61 เกิดอาการตึงจนรูดลำบาก ปลายมันตีบลงซะอย่างนั้น ยิ่งตอนแข็งตัวนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เปิดไม่ได้แล้ว จึงเป็นเหตุให้ตัดสินใจขลิบ เมื่อตัดสินใจว่าคงต้องขลิบแน่ก็เริ่มหาข้อมูลจนเจอเว็ปนี้ และเป็นช่วงที่คุณthxill กำลังรีวิว รพ.พระราม 9 กับคุณหมอประภากร ก๋งอุบล พอดี https://sarikamenhealth.com/topic/4794-update-แผล-22-วัน-หน้า-2-รีวิวขลิบที่-รพ-พระราม-9-ที่ไม่เจ็บเลย-รอนานเกือบ-2-ปี มันน่าสนใจตรงที่ แผลหายเร็วมากเมื่อเทียบกับหลายๆท่าน แล้วยังมีกระทู้เก่าเมื่อปีที่แล้ว รีวิวไว้อีกว่า 3 วันไม่ต้องพันแผลแล้ว แถมผลงานออกมาสวยเนียนตาซะอีก จึงตัดสินใจว่าเป็นที่นี่แหละ 5 ธ.ค. 61 เข้าไปให้คุณหมอประภากร ก๋งอุบล ดูอาการ ซึ่งคุณหมอก็แนะนำให้ขลิบ เลยจัดการทำเรื่องประเมินค่าใช่จ่ายจากประกันสุขภาพที่ผมทำไว้ โดยพยาบาลแจ้งเบื้องต้นว่าประมาน 17xxx-19xxx และมีค่าตรวจ HIV ประมาณ650บาทที่เบิกไม่ได้ หลังจากตามเรื่องประกันอยู่หลายวัน สรุปว่าเคลมได้ (ตอนแรกให้เคลมได้หมื่นสาม จาก 2 หมื่น แต่สุดท้ายเคลมได้ทั้งหมดครับ) ก็ถึงวันนัดขลิบครับ ผมเลือกวันเสาร์ที่ 22 ธ.ค. จะได้ลางานเพิ่มวันจันทร์อีก1วัน 22 ธ.ค. 61 แล้ววันนี้ก็มาถึง ผมเดินทางไปถึงรพ. ประมาณ 7.30 น. ตรวจ HIV (เพราะเราใช้เครื่องมือร่วมคนอื่นด้วยครับ) แล้วรอฟังผลตอน 9.00 พอถึงเวลาเจ้าหน้าทีามาเรียกแล้วพาไปส่งที่ห้องผ่าตัดชั้น4 เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดออกมารับ และให้เปลี่ยนเป็นชุดเหมือนเสื้อคลุมอาบน้ำ แต่ใส่แบบกลับด้านเป็นผูกด้านหลัง เปลี่่ยนเสร็จมีเจ้าหน้าที่อีกคนมารับ น่ารักเชียว><” พาผมไปนั่นเปิดทีวีให้ดูรอ แถมเอาผ้าห่มมาให้อีก รออยู่เกือบชม. ได้เวลา 10.10 ก็มาเรียกให้เข้าห้องผ่าตัดแล้วให้นอนลงบนเตียง บรรยากาศเหมือนที่เคยเห็นในหนัง ในห้องมีพยาบาลผู้หญิง 2-3 คน (ผมเห็นแค่2คน) จับผมรัดขาไว้กับเตียง แจงขนซ้ายวันชีพจร แขนขวาวัดความดัน แล้วเอาฉากมากกั้นตรงอกไว้ไม่ให้แอบมองบ้างเลย จากนั้นพยาบาลก็แจ้งผมว่า จะเป็นการจี้ด้วยไฟฟ้านะ จะได้กลิ่นไหม้ของเนื้อ แต่จะเป็นการห้ามเลือดไปในตัว (ด้วยวิธีนั้เองที่ทำให้แผลหายไวกว่าคลินิคทั่วไปที่ใช้มีดผ่า เรียกว่า Electrosurgery) หน้าตาเจ้าเครื่องนั้นก็แบบนี้เลยครับ แอบมองมาระหว่างทำ แล้วพยาบาลก็เปิดผ้าตรงเอวออก เริ่มล้างน้องชายผมด้วยอะไรสักอย่างที่เย็นๆ จนทั่ว 2-3 รอบ แล้วหมอก็เริ่มฉีดยา เข็มแรกจะเจ็บที่สุด เข็ม2-3จะน้อยลมแต่ยังรู้สึกได้ หมอก็จะฉีดไปเรื่อยๆ จนทั่ว แล้วเอาเข็มจิ้มถามเราว่าตรงไหนยังเจ็บอยู่บ้าง เจ็บหรือแค่รู้สึกแหลมๆ ตรงไหนเจ็บหมอก็ฉีกยาชาเพิ่มให้อีก จนไม่รู้สึกเจ็บแล้ว หมอก็เริ่มลงมือผ่า มีดเจ็บจี๊ดๆตอนทำแถวๆเส้นสองสลึง คุณหมอก็ฉีดยาชาเพิ่มให้แล้วทำต่อ (แจ้งคุณหมอไปว่ามีรั้งๆด้วย สงสัยคุณหมอตัดออกไปแล้ว ต้องรอดูผลงานตอนเปิดแผลได้อีกทีครับ) ทำไปเรื่อยๆสักพักนึงก็เริ่มเย็บแผล ได้ยินเสียงกรรไกรตัดไหมฉับๆ แต่ไม่รู้สึกตอนเย็บเลยเพราะยาชายังอยู่ เย็บต่ออีกพักนึงก็แจ้งว่าใกล้เสร็จแล้วนะ เหลือแค่พันแผล แล้วล้างคราบเลือดรอบๆน้องชายเราก็เป็นอันเสร็จ แล้วพยาบาลก็บอกว่า ให้ใส่กางเกงในนะ แบบกระชับหน่อย ไม่ให้แกว่งเลือดจะได้หยุดไหลเร็ว (แต่ผมเตรียมตัวไปใส่บอกเซอร์กับกางเกงกีฬาโปร่งๆสบายๆครับ ไม่ได้เอากางเกงในไปซะด้วย) พอทุกอย่่างเรียบร้อยก็ออกมาจากห้องผ่าตัดเวลา 10.50 ใช้เวลาทำแค่ 40 นาที พยาบาลให้เปลี่ยนเสื้อผ้าก็แล้วนั่งดูทีวีรออยู่ที่เดิม ตอนลุกจากเตียงยังชาอยู่ไม่รู้สึกอะไร นั่งรอไปได้ 10 นาที เริ่มรู้สึกปวดนิดๆ รออยู่25 นาที พยาบาลก็เอาใบนัดล้างแผลมาให้ 2 ใบ สำหรับล้างแผลวันละครั้ง แล้วส่งผมขึ้นรถเข็นพาไปนั่งรอเคลียค่าใช้จ่ายกับประกันที่ทำไว้อีกประมาน 1 ชม.เป็นอันกลับบ้านได้ครับ ระหว่างนั่งรอ ก็เริ่มเจ็บระบมที่แผล เลยจัดพาราไปก่อน 2 เม็ดครับ จนกลับถึงบ้านบ่ายโมงกว่ายังรู้สึกปวดระบบอยู่อีก 2 ชั่วโมงก็ค่อยๆเบาลงจนไม่เจ็บแล้ว ดูทุกอย่างผ่านไปด้วยดี จนปวดฉี่ครั้งแรกครับ ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ไว้ก่อน คว้าได้กล่องใส่ครีมในห้องน้ำเอามารองก่อน เลอะไปบ้างส่วนแล้วนอยด์สิครับ วานแฟนไปซื้อยาคูลท์มาด่วน พอปวดฉี่รอบสองใช้ขวดยาคูลท์ รู้สึกได้ถึงความโล่ง ต่างจากก่อนทำเลยครับ ไม่ต้องมาสบัดมากแบบก่อนทำเลย ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วครับ รอลุ้นตอนนอนว่าจะโดนน้องชายปลุกไหม พรุ่งนี้จะไปล้างแผลค่อยมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ
  3. จากที่เคยต้ังกระทู้ถามเรื่องขลิบตั้งแต่ปลายปี 2016 ตามด้านล่าง โดยความต้องการของผมคือต้องการขลิบระดับ 1 หรือ 2 โดยเป็นแบบ low & tight และตัดเส้นสองสลึงออกหมดเลย โดยผมไม่ได้มีปัญหาอะไร หัวเปิดได้สุด ไม่รัด ไม่ตึง หนังไม่กอง ตอนหดก็มีหนังคลุมประมาณครึ่งหัว ปกติดี สะอาด ไม่มีกลิ่นอะไร แต่อยากขลิบเพราะความชอบส่วนตัวครับ ซึ่งหลังจากตั้งกระทู้และได้คำตอบมาแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ยังลังเลใจอยู่ 3 เรื่อง คือ 1. กลัวว่าที่บางกะปิจะทำ low & tight ไม่ได้ 2. คลินิกที่รัชดาท่าพระทำแบบ low & tight ได้ แต่ผมไปเจอบางกระทู้ที่บอกว่า ขลิบที่รัชดา-ท่าพระแล้ว เหมือนจะตัดหนังออกเยอะเกินแล้วตึงบ้าง แผลปริบ้าง (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ เพราะอ่านเยอะเหลือเกิน ) แต่ของบางท่านก็ทำมาอย่างดี อย่างสวยเลย 3. กลัวแผลไม่สวย ก็เลยยังไม่ตัดสินใจทำ ได้แต่นั่งเก็บข้อมูลในบอร์ดไปเรื่อยๆ อ่านรีวิวไปเรื่อยๆ........ ล่วงเลยมานานก็ยังไม่ได้ทำซักที จนกระทั่งมาเจอกับกระทู้นี้ของคุณ @MisterT พบว่าน่าสนใจตรงที่แผลดูดีมาก ลักษณะการขลิบก็เป็นแบบ low & tight (ถึงดูเหมือนจะไม่ได้ tight มากก็ตาม) ซึ่งถ้าดูระยะเวลากระทู้ของผมกับของคุณ @MisterT จะพบว่าห่างกันประมาณ 1 ปี!!!!! 1 ปีที่ผมเฝ้ารออ่านรีวิวเพื่อจะหา case ที่ผมชอบและถูกใจในผลงาน...... ต้องขอบคุณ คุณ @MisterT ด้วยครับ ถ้าไม่มาเขียนรีวิว ผมคงจะเฝ้ารอไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าผลงานของสำนักอื่น หรือท่านอื่นไม่ดีนะครับ เพราะคำว่าดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องแบบนี้ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับความพึงพอใจล้วนๆ นะ ใครชอบฝีมือใคร เจ้าไหนก็เลือกเอา ก็เหมือนร้านอาหารตามสั่งแหละครับ บางคนว่าร้านนี้อร่อย บางคนว่าไม่อร่อยเนอะ แล้วผมก็ตัดสินใจไปขลิบมาแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 (เกือบ 2 ปีตั้งแต่ตั้งกระทู้แรก) กับนายแพทย์ ประภากร ก๋งอุบล ที่โรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งเป็นไปตามคำบอกเล่าของคุณ @MisterT จริงๆ ครับ ว่าไม่เจ็บเลย แต่ก็มีเจ็บตอนที่ฉีดยาชา โดยผมจะเล่าให้ฟังดังนี้ 1. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 ผมไปพบคุณหมอ ตั้งใจจะไปขลิบวันนั้นเลย โดยผมทำงานเป็นพนักงานบริษัท และมีประกันสุขภาพแบบกลุ่มที่บริษัททำให้พนักงานทุกคน โดยประกันเขียนไว้ว่าครอบคลุมการผ่าตัดเป็นวงเงิน 50,000 บาท แต่ว่าวันที่ไปพบหมอ ทาง ร.พ. ไม่แน่ใจว่าถ้ามาขลิบจะเบิกประกันได้หรือไม่ เพราะไม่ได้เป็นโรคที่จำเป็นต้องผ่าตัด และวันนั้นก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะเคลมประกันได้หรือเปล่า ทาง ร.พ. เลยขอทำเรื่องเช็คกับประกันก่อน โดยกำหนดจะแจ้งให้ผมทราบภายใน 7 วัน ซึ่งผมก็บอกหมอไปว่าต้องการขลิบแบบไหน และเปิดกระทู้ของคุณ @MisterT ให้หมอดูด้วย แล้วผมก็บอกว่ามีคนมาขลิบกับหมอแล้วไปรีวิว ผมชอบฝีมือของหมอ ก็เลยอยากจะมาขลิบ แล้วก็เอารูปแบบที่ต้องการให้คุณหมอดู ซึ่งรูปที่เอาไปก็ประมาณนี้ 2. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 ร.พ. โทรมาแจ้งว่าเบิกประกันได้ ครอบคลุมทั้งหมด เย่!!!!!! ผมไม่รู้ว่าหมอให้เหตุผลของการผ่าตัดกับบริษัทประกันว่าอย่างไร แต่คือเบิกได้ก็ดีใจแล้ว ไม่งั้นต้องควักเองหมดเลย 3. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ผมลางาน เข้าไป ร.พ. ประมาณบ่าย 3 ก็ไปพบคุณหมอ หมอก็เช็คห้องผ่าตัด ก็ว่างพอดี แต่ก่อนผ่าตัดต้องเจาะเลือดหาเชื้อ HIV เพราะต้องใช้อุปกรณ์ห้องผ่าตัดร่วมกับคนอื่น หากติดเชื้อ HIV เราจะต้องจ่ายเพิ่มสำหรับอุปกรณ์ในห้องผ่าตัด ซึ่งจะใช้แล้วทิ้งเลย ถ้าจำไม่ผิดหมอบอกว่าต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 4 พันกว่าบาท..... หลังจากที่พูดคุยกับหมอเสร็จแล้ว ตอนบ่าย 3 ครึ่งก็ไปเจาะเลือดหาเชื้อ HIV และรอผล 1 ชั่วโมง ระหว่างรอก็เซ็นเอกสารเคลมประกัน เอกสารยินยอมให้ผ่าตัด โดยนั่งรออยู่ข้างล่างประมาณ 20 นาที แล้วผู้ช่วยพยาบาลก็พาขึ้นไปรอหน้าห้องผ่าตัดชั้น 4 (ถ้าผมจำไม่ผิด) ขึ้นไปก็เปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าแตะยาง แล้วก็เปลี่ยนชุดเป็นชุดคนไข้เตรียมผ่าตัด แล้วก็นั่งดู TV รอ จนเกือบๆ 5 โมงเย็น ก็มีน้องที่เป็นตุ๊ด/กระเทย/สาวสอง (แล้วแต่จะเรียกนะครับ ) มาตามไปเข้าห้องผ่าตัด 4. เดินเข้าห้องผ่าตัดก็ตกใจเล็กน้อย เพราะอุปกรณ์ต่างๆ เหมือนในหนังเลย แต่ตกใจยิ่งกว่านั้นคือ มีผู้ช่วยหรือพยาบาล (ไม่แน่ใจ) ผู้หญิงใส่หน้ากากอนามัยยืนรออยู่ 3 คน!!! ในห้องผ่าตัด ผมนี่เตรียมใจอายไว้ก่อนเลย 55555 สรุปว่าในห้องผ่าตัดมีผู้หญิง 3 คน ผู้ชาย 1 คน (หมอ) และสาวสอง 1 คน จากนั้นก็ขึ้นนอนบนเตียง ก็จะมีฉากกั้นมาบังครึ่งตัว ไม่ให้เราเห็นท่อนล่างตั้งแต่เอวของเราลงไป แล้วน้องสาวสองและสาวๆ อีก 3 คนก็มารุมห่มผ้า เปิดชุดที่ผมใส่ จัดแจงสถานที่อุปกรณ์วัดความดัน วัดการเต้นของหัวใจ ต่างๆ พร้อมทั้งใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดหนอนน้อยของผมอย่างไม่รู้สึกอาย กลายเป็นว่าผมนี่แหละที่อายแทน ซึ่งมันจะเย็นๆ หน่อย ไม่รู้ว่ามันคือแอลกอฮอล์เช็ดแผลหรือเปล่า เหลือบมองไปที่เครื่องวัดชีพจร หัวใจผมเต้นประมาณ 110 5. จากนั้นก็นอนรอหมอแป๊บนึง หมอก็ขึ้นมาทักทายกันนิดหน่อยก็เริ่มเลย โดยฉีดยาชาเข้าไปที่บริเวรหัวหน่าวใกล้ๆ กับโคนอวัยวะเพศ เจ็บและปวดนิดนึงครับ เรื่องยาชานี่ผมไม่รู้ว่ามันแค่เข็มเดียวแต่ค่อยๆ ฉีดหลายครั้ง หรือว่าหลายเข็ม เพราะผมโดนฉีดแถวๆ หัวหน่าวประมาณ 4-5 ครั้ง เจ็บแค่ครั้งแรกและครั้งที่สองครับ นอกนั้นรู้สึกว่าโดนฉีด แต่ไม่เจ็บแล้ว เพราะชาหมดแล้ว หมอก็ไล่ฉีดยาชาไปเรื่อยๆ ทั่วบริเวณที่จะขลิบใกล้ๆ หัวด้วย 6. จากนั้นหมอก็เริ่มลงมือผ่าตัดโดยใช้เครื่องผ่าตัดไฟฟ้า มันมีสายไฟต่อออกไปจากเครื่องไปที่อุปกรณ์ที่หมอถืออยู่ แต่ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าเครื่องอะไร ระหว่างที่ผ่าตัดก็ได้กลิ่นเนื้อไหม้ลอยมาเรื่อยๆ ระหว่างนั้นหมอก็จะบอกว่า ถ้าเจ็บให้บอกนะครับ หมอจะฉีดยาชาเพิ่มให้ ซึ่งพอผมรู้สึกเจ็บๆ ผมก็บอกให้หมอฉีดเพิ่มไปน่าจะประมาณ 5-6 ครั้ง ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ ก็เย็บแผลทำแผล โดยหมอทำแผลดีมาก เว้นตรงปลายเอาไว้ให้ปัสสาวะเยอะเลย ไม่ต้องใช้ขวดยาคูลท์เลย (เดี๋ยวมีภาพให้ดู) ตอนลุกออกจากเตียงยังเห็นหนังของตัวเองวางอยู่บนชั้นที่ใช้วางเครื่องมือผ่าตัด 7. ผ่าตัดเสร็จก็เปลี่ยนชุด นั่งรอให้รถเข็นมารับ จริงๆ จะเดินลงมาเองก็ได้ ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไร แต่เค้าเรียกรถเข็นให้มารับครับ ระหว่างนั่งรอปรากฎว่ามีผู้ช่วยหรือพยาบาลผู้หญิงที่อยู่ในห้องผ่าตัดเดินออกมาถามว่าได้ใบนัดหรือยัง แต่คราวนี้เค้าถอดหน้ากากอนามัยออก หน้าตาน่ารักมาก!!!! ผมนี่อายหนักว่าเดิมอีก คิดในใจว่าเห็นของตรูหมดเลยยยย 8. จากนั้นพนักงานเปล ก็เข็นเราลงลิฟท์มาข้างล่าง มารอที่ฝ่ายการเงินและรับยา ผมรอฝ่ายการเงินค่อนข้างนาน น่าจะครึ่งชั่วโมงได้ เพราะต้องรอทำเรื่องเคลมประกัน ตอนแรกก็ไม่อะไร แต่พอหลังจาก 15-20 นาที ไปแล้ว เริ่มรู้สึกตึงๆ เจ็บๆ ปวดนิดๆ (ย้ำว่านิดเดียว) บริเวณที่ผ่าตัด แต่ทนได้สบายมาก แล้วก็นั่งรออีกแป๊บ ก็เซ็นเอกสารเคลมประกัน แล้วก็รับยา โดยคุณหมอให้ยาพารา ยาฆ่าเชื้อกินประมาณ 6 วัน และยาทาเป็นหลอดมา 1 หลอด ก็เสร็จประมาณ 6 โมงเย็นกว่าๆ 9. จากนั้นผมก็ขี่มอไซค์กลับหอพัก ผมอยู่หลังเอสพลานาดรัชดา ใกล้ๆ ไม่มีปัญหาอะไร ตอนขี่ลงหลุมหรือกระแทก ก็รู้สึกเสียวแผลแปล๊บๆ นะ แต่กลับถึงห้องก็กินยาพารา 2 เม็ด แค่น้ัน แล้วก็กินยาฆ่าเชื้อก่อนอาหารเย็น และก่อนนอน 10. ทีนี้ถึงตอนอาบน้ำ ทำไงดี ไม่ให้แผลเปียก พอดีที่ห้องผมมีกระป๋องถั่วลิสงตรามารูโจ้ (อยากรู้ว่าเป็นอย่างไงลอง google คำว่า "มารูโจ้ กระป๋อง") ผมก็จัดการเอาไข่และหนอนลงไปในกระป๋องแล้วก็กดกระป๋องเข้ากับหัวหน่าวของเรา แค่นี้น้ำก็ไม่เข้าแล้วครับ เย่!!!!! อาบน้ำสบายมาก ไม่ต้องเช็ดตัว ไม่ต้องกลัวเปียก กดไว้ให้ดี ไม่ให้น้ำเข้าก็พอ ทีแรกว่าจะเอาฟิลม์ที่ใช้ wrap อาหารมาห่อแล้วก็เอาเทปพันที่โคน แต่กลัวน้ำเข้า เลยใช้กระป๋องแทน 5555+ อาบน้ำเสร็จก็เอาน้ำเกลือเช็ดไข่และตัวหนอน ส่วนแผลก็ไม่ยุ่งกับมัน ปล่อยไว้แบบนั้น นอนหลับสบาย ไม่เจ็บ ไม่ปวด ตื่นเช้าผมก็ไม่มีปัญหา พอหนอนตื่นตัว ผมก็คิดถึงเรื่องโน่นเรื่องนี้ มันก็หดลง 11. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 ก็ไปล้างแผลที่ ร.พ. ตามนัด โดยผมเข้าไปประมาณบ่าย 2 เพราะติดประชุมตอนเช้า คุณหมอคนเดิมก็เป็นคนทำแผลให้ ไม่มีเลือด ไม่มีน้ำเหลืองออกมาเลยครับ แห้งสนิท แต่การล้างแผลของคุณหมอ จะไม่ได้ใช้น้ำเกลือเช็ดแผลเลย แค่แกะผ้าก๊อซออก แล้วทาเบตาดีนและยาที่เป็นครีม แล้วก็ปิดผ้าก๊อซใหม่ ผมเองก็สงสัยนะว่ามันจะสะอาดได้ไง เพราะที่อ่านในบอร์ดเรื่องการดูแลแผลขลิบ แทบทุกกระทู้แนะนำให้ใช้น้ำเกลือล้าง ทายา แล้วพันแผลให้แน่น ประมาณนี้ แต่คุณหมอทำให้ผมเท่าที่บอกจริงๆ ไม่แน่ใจว่าเพราะมันจะทำให้แผลแห้งช้าหรือเปล่า เลยไม่ใช้น้ำเกลือเช็ดให้ ใครมีข้อมูลมาแชร์กันได้ครับ 12. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 วันนี้ไปล้างแผลตอนเช้า หมอบอกว่าแผลดูดี ไม่ต้องพันผ้าก๊อซแล้ว แผลจะได้แห้งเร็วๆ ผมคิดในใจ ห๊ะ!!! พันผ้าก๊อซแค่ 1 วัน 2 คืนเองหรอ จะให้เปิดแล้ว แต่ก็ตามนั้นแหละครับ หมอสั่ง ก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บแผล และแผลก็แห้งสะอาดดี เปิดก็เปิดครับ 5555+ ก็ประมาณนี้ครับสำหรับการรีวิวของผม ค่าใช้จ่ายก็จะมีค่าผ่าตัดค่ายาวันแรกประมาณ 15,xxx (ผมจำราคาเต็มไม่ได้) แล้วก็ค่าล้างแผลวันแรก 950 บาท (ล้างแผลต้องเอายาทาไปด้วย แต่ผมลืมเอายาไป เลยแพงหน่อย) ส่วนค่าล้างแผลวันที่สองก็ 700 บาท (รอบนี้เอายาไป) ครับ ทั้งหมดนี้ผมเบิกประกันสุขภาพที่บริษัททำให้ได้หมดเลย ไม่ต้องจ่ายซักบาท หลังจากนี้ผมก็จะทำแผลเอง เพราะขั้นตอนไม่มีอะไรมาก ทำได้อยู่แล้ว แล้วหมอก็นัดดูแผลอีกทีวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ระหว่างนี้ก็ยังใช้กระป๋องมารูโจ้ครอบตอนอาบน้ำ ไม่ให้แผลเปียกครับ ส่วนรูปด้านล่างนี้ก็เป็นหนอนของผมที่ขลิบแล้ว ทั้งแบบพันผ้าก๊อซและถอดผ้าก๊อซออกวันนี้ครับ ใครสงสัยอะไรก็สอบถามเพิ่มเติมได้นะครับ
  4. มีคำถามเกี่ยวกับการขลิบครับ 1. ขลิบแบบไร้เลือด แผลหายเร็วกว่าใช่มั้ยครับ ซึ่งหลังทำก็อาจจะมีอาการปวดน้อยกว่าขลิบแบบอื่นๆ รวมถึงมีเวลาพักฟื้นที่น้อยกว่าใช่หรือไม่ 2. รพ รัชดา ท่าพระ สามารถให้บริการแบบขลิบแบบไร้เลือดได้หรือไม่ หรือ ต้องไปที่ รพ พระราม 9 เท่านั้น มีรพที่อื่นย่านฝั่งธนแนะนำอีกหรือไม่ครับ 3. การขลิบแแบบที่ 1 (ขลิบหนังออกน้อยที่สุด) กับแบบที่ 2 (เหลือหนังต่ำเกือบกลางโคน) มีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไรครับ กะว่าจะขลิบแบบที่ 1 ก็พอครับ 4. อาการเจ็บปวดหลังการขลิบเป็นอย่างไร ค่อนข้างกังวล ทานยาแก้ปวดช่วยได้ใช่หรือไม่ 5. การเลือกสถานที่ทำที่ใกล้บ้าน มีผลหรือไม่ ถ้าไปพระราม 9 ค่อนข้างไกล อยู่ย่านฝั่งธนครับ เข้าใจว่าล้างแผลให้ที่ไหนทำให้ก็ได้ใช่หรือไม่ครับ
×
×
  • Create New...

Important Information

ในการใช้งานเว็บไซต์คุณต้องยอมรับข้อตกลง Terms of Use.Privacy Policy